นางสาวสาวิตรี สุคนธวา รหัส 5002110017
ภาวะตลาดหุ้นไทย: ปิดลบ 5.54 จุด ตลาดปรับฐาน-เจอ take profit ช่วงสั้น,กลุ่มพลังงานนำดิ่ง
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 5 ชั่วโมง 28 นาทีที่แล้ว
ตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดช่วงบ่ายวันนี้ที่ระดับ 473.15 จุด ลดลง 5.54 จุด(-1.16%) มูลค่าการซื้อขาย 21,345.04 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวทั้งบวก-ลบ โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 488.12 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 470.82 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 133 หลักทรัพย์ ลดลง 205 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 82 หลักทรัพย์ นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยหลัทรัพย์ บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับฐาน ซึ่งเกิดจากการ take profit ในช่วงสั้น หลังจากที่ตลาดฯปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างเร็วในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีกลุ่มพลังงานนำดิ่ง อย่างราคาหุ้น PTTEP ก็ขึ้นมาค่อนข้างมากแล้วทำให้เห็นว่าราคาเริ่มที่แพงแล้ว ส่วนตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียก็มีการเคลื่อนไหวทั้งบวกและลบในกรอบแคบ ๆ สำหรับปัจจัยทางการเมืองยังต้องติดตามการเลือกสส.และผู้ว่ากทม.ในวันที่ 11 ม.ค.นี้ แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้(7 ม.ค.)นางภรณี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับฐานต่อจากวันนี้ เนื่องจากยังมีบางกองทุน LTF ที่จะครบกำหนดภายในเดือนนี้ พร้อมให้แนวรับ 450 จุด แนวต้าน 480-485 จุด ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,788.91 ล้านบาท ปิดที่ 184.00 บาท ลดลง 5.00 บาท PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,922.20 ล้านบาท ปิดที่ 120.00 บาท ลดลง 3.00 บาท BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,852.39 ล้านบาท ปิดที่ 256.00 บาท ลดลง 2.00 บาท KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,392.60 ล้านบาท ปิดที่ 48.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,335.14 ล้านบาท ปิดที่ 54.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
คำถาม
1. ตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดช่วงบ่ายวันนี้อยู่ที่ระดับใด
- ที่ระดับ 473.15 จุด ลดลง 5.54 จุด(-1.16%) มูลค่าการซื้อขาย 21,345.04 ล้านบาท
2. การซื้อขายดัชนีหุ้นไทยสูงสุดและต่ำสุด ที่จุดใด
- จุดสูงสุดที่ระดับ 488.12 จุด ดัชนีจุดต่ำสุดอยู่ที่ 470.82 จุด
3. หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
- 5 หลักทรัพย์ ได้แก่ PTT มูลค่าการซื้อขาย 2,788.91 ล้านบาท ปิดที่ 184.00 บาท ลดลง 5.00 บาท PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 1,922.20 ล้านบาท ปิดที่ 120.00 บาท ลดลง 3.00 บาท BANPU มูลค่าการซื้อขาย 1,852.39 ล้านบาท ปิดที่ 256.00 บาท ลดลง 2.00 บาท KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,392.60 ล้านบาท ปิดที่ 48.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,335.14 ล้านบาท ปิดที่ 54.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551
BCP คาดปี 52 ค่าการกลั่นเฉลี่ยที่ 4-5 เหรียญหลังทำสัญญาล่วงหน้าแล้ว40%

จัดทำบทความโดย นางสาวดวงกมล นันท์สิทธิ์ เลขทะเบียน 5002110023
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่แล้ว
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) คาดปี 52 ค่าการกลั่นของบริษัทเฉลี่ยระดับ 4-5 เหรียญ/บาร์เรล จากก่อนหน้านี้คาดค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจาก เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทได้มีการทำสัญญาล่วงหน้าค้าการกลั่นที่ระดับ 7 เหรียญ/บาร์เรล สัดส่วน 40% ของกำลังการกลั่น อายุสัญญาครอบคลุมถึงปี 52 ซึ่งเป็นช่วงค่าการกลั่นอยู่ในช่วงขาลง
" ยอมรับว่าธุรกิจโรงกลั่นเข้าสู่ธุรกิจขาลง เนื่องจากจะมีโรงกลั่นใหม่ที่อินเดีย และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ปริมาณการใช้ลดลง แต่ยังมั่นใจค่าการกลั่นของเรายังอยู่ระดับ 4-5 เหรียญ ไม่น่าจะลงไปถึง 2 เหรียญเหมือนปี 40" นายอนุสรณ์ กล่าว นายอนุสรณ์ ยอมรับว่า ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศในปีหน้าคาดว่าจะติดลบ 5% หากจีดีพีโตในระดับ 0-2% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าความต้องการใช้จะติดลบ 3% ดังนั้น บริษัทจึงต้องหาตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา โดยในส่วนน้ำมันเตา ได้เซ็นสัญญาขายหมดทั้งจำนวนจนถึงสิ้นปี 52 ในปี 52 BCP จะมีกำลังการกลั่น 9.5 หมื่นล้านบาร์เรล/วัน หลังโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน ( PQI) แล้วเสร็จ ทำให้บริษัทต้องหาทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดย BCP ได้เซ็นสัญญากับธ.ทหารไทย (TMB) มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าหลังโครงการ PQI บริษัทจะผลิตน้ำมั้นเบนซิน และ ดีเซลรวมกันได้มากขึ้นเป็นกว่า 60% จากปัจจุบันได้กำลังการกลั่นรวมกันประมาณ 30% ขณะที่น้ำมันเตาเหลือสัดส่วนการกลั่น 10% จากเดิม 30%
คำถาม
1. คาดว่าความต้องการการใช้น้ำมันในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
2. ในปี 52 คาดว่าค่าการกลั่นของบมจ.ปิโตรเลียม (BCP) เฉลี่ยอยู่ในระดับที่เท่าไร
3. หากจีดีพีโตในระดับ 0-2% ความต้องการใช้จะติดลบเท่าใด
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่แล้ว
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) คาดปี 52 ค่าการกลั่นของบริษัทเฉลี่ยระดับ 4-5 เหรียญ/บาร์เรล จากก่อนหน้านี้คาดค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจาก เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทได้มีการทำสัญญาล่วงหน้าค้าการกลั่นที่ระดับ 7 เหรียญ/บาร์เรล สัดส่วน 40% ของกำลังการกลั่น อายุสัญญาครอบคลุมถึงปี 52 ซึ่งเป็นช่วงค่าการกลั่นอยู่ในช่วงขาลง
" ยอมรับว่าธุรกิจโรงกลั่นเข้าสู่ธุรกิจขาลง เนื่องจากจะมีโรงกลั่นใหม่ที่อินเดีย และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ปริมาณการใช้ลดลง แต่ยังมั่นใจค่าการกลั่นของเรายังอยู่ระดับ 4-5 เหรียญ ไม่น่าจะลงไปถึง 2 เหรียญเหมือนปี 40" นายอนุสรณ์ กล่าว นายอนุสรณ์ ยอมรับว่า ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศในปีหน้าคาดว่าจะติดลบ 5% หากจีดีพีโตในระดับ 0-2% จากประมาณการเดิมที่คาดว่าความต้องการใช้จะติดลบ 3% ดังนั้น บริษัทจึงต้องหาตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา โดยในส่วนน้ำมันเตา ได้เซ็นสัญญาขายหมดทั้งจำนวนจนถึงสิ้นปี 52 ในปี 52 BCP จะมีกำลังการกลั่น 9.5 หมื่นล้านบาร์เรล/วัน หลังโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน ( PQI) แล้วเสร็จ ทำให้บริษัทต้องหาทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง โดย BCP ได้เซ็นสัญญากับธ.ทหารไทย (TMB) มูลค่ากว่า 1.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าหลังโครงการ PQI บริษัทจะผลิตน้ำมั้นเบนซิน และ ดีเซลรวมกันได้มากขึ้นเป็นกว่า 60% จากปัจจุบันได้กำลังการกลั่นรวมกันประมาณ 30% ขณะที่น้ำมันเตาเหลือสัดส่วนการกลั่น 10% จากเดิม 30%
คำถาม
1. คาดว่าความต้องการการใช้น้ำมันในปีหน้าจะเป็นอย่างไร
2. ในปี 52 คาดว่าค่าการกลั่นของบมจ.ปิโตรเลียม (BCP) เฉลี่ยอยู่ในระดับที่เท่าไร
3. หากจีดีพีโตในระดับ 0-2% ความต้องการใช้จะติดลบเท่าใด
เศรษฐกิจฮ่องกง-อิตาลีถดถอย

จัดทำโดย นางสาวนารีรัตน์ เกิดสุข 5002110035
ฮ่องกง - ฮ่องกงและอิตาลีตกสู่ภาวะถดถอย หลังเศรษฐกิจติดลบติดกัน 2 ไตรมาส
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักงานสถิติฮ่องกงแถลงว่า เศรษฐกิจฮ่องกงตกสู่ภาวะถดถอยในไตรมาส 3 หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่ไตรมาส 2 จีดีพีก็ติดลบไปแล้ว 1.4%
นางเฮเลน ชาน นักเศรษฐศาสตร์ภาครัฐ ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจฮ่องกงลดลงอย่างมากในไตรมาส 3 เพราะภาคส่งออกซบเซาท่ามกลางความต้องการในโลกที่ลดลง นอกจากนั้น ความต้องการในฮ่องกงยังได้รับผลกระทบอย่างมากจากสึนามิการเงินโลก ที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดสินทรัพย์ท้องถิ่น
ตัวเลขล่าสุดทำให้ฮ่องกงตกอยู่ในสภาพเดียวกับสิงคโปร์ เยอรมนี นิวซีแลนด์ และอิตาลี ที่รายงานว่า ตกสู่ภาวะถดถอย โดยตัวเลขของทางการอิตาลีระบุว่า อิตาลีตกสู่ภาวะถดถอยในไตรมาส 3 ด้วยเศรษฐกิจที่หดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ซึ่งหดตัวไปแล้ว 0.3%
สถาบันสถิติแห่งชาติสเปนรายงานว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 หดตัว 0.2% เทียบกับไตรมาส 2 ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2536
ขณะเดียวกัน บีที กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของอังกฤษ ปลดพนักงาน 10,000 คน ภายในเดือน มี.ค. ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณถดถอย ส่วนโรยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ วางแผนลดพนักงานราว 3,000 คนทั่วโลก ใน 2-3 สัปดาห์หน้า
คำถาม
1.ธุรกิจของฮ่องกงลดลงในไตรมาสไหน
2.ความต้องการในฮ่องกงยังได้รับผลกระทบจากอะไร
3.ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของอังกฤษ ปลดพนักงานกี่คน ภายในกี่เดือน
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ผู้ว่า ธปท.ส่งซิกอาจลดดอกเบี้ยนโยบายไม่แรง เก็บกระสุนรอใช้จังหวะเหมาะ

จัดทำบทความโดย นางสาวลัดดาวัลย์ แสนขอนยาง เลขทะเบียน 5002110028
ผู้ว่า ธปท.ส่งซิกอาจลดดอกเบี้ยนโยบายไม่แรง เก็บกระสุนรอใช้จังหวะเหมาะ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 33 นาทีที่แล้ว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ส่งสัญญาณการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ อาจจะปรับลงไม่มาก เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หากจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาก เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีไม่มาก
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 33 นาทีที่แล้ว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ส่งสัญญาณการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ อาจจะปรับลงไม่มาก เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ หากจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาก เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีไม่มาก
"ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก ผลที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ กระสุนหากใช้ผิดจังหวะอาจจะเสียเปล่า เราจำเป็นต้องเก็บกระสุนเพื่อเล็งในจังหวะที่เหมาะๆ ให้ได้ผลที่ดีกว่า"นางธาริษา กล่าว ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะที่ต่างประเทศสามารถใช้นโยบายการเงินเชิงรุก เนื่องจากเป็นปัญหาเฉพาะหน้าจึงต้องการให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมในเวลารวดเร็ว ซึ่งการใช้นโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงคราวละมากๆ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบ เพราะอาจเกิดผลเสียทางจิตวิทยาที่รุนแรงได้ เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางมีข้อมูลเชิงลึกมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด ขณะที่การใช้นโยบายการเงินจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่านโยบายการเงิน และภายหลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ธปท.อยากเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระบบลง เพื่อช่วยลดภาระหนี้ของประชาชน และเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ธปท.ปฏิเสธที่จะระบุว่า กนง.จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากน้อยเพียงใด เพราะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมฯ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อความไม่ประมาทและเตรียมพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ในอนาคต เช่น การเข้าไปซื้อสินทรัพย์ราคาถูกในต่างประเทศเพื่อขยายฐานและรองรับการลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สำหรับในปี 51 เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูงถึง 15.5% ซึ่งถือว่ามีมากเพียงพอที่จะนำไปปล่อยสินเชื่อ เพียงแต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงมากขึ้น และในระยะต่อไปภาคเอกชนรายใหญ่อาจเข้ามาแย่งการกู้เงินของรายย่อยมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย และตั้งกองทุนช่วยเหลือเรื่องสินเชื่อแก่รายย่อย
คำถาม
ข้อ1.การใช้นโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยลงคราวละมากๆ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบ เพราะเหตุใด
ข้อ2.ในปี 51 เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับใด
ข้อ3.รัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือในด้านใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)